baby

Nursery เป็นศูนย์เด็กหรือเสมือนโรงเรียนสำหรับเด็กๆ ที่อายุยังไม่มากพอที่จะเข้าเรียนอนุบาล จริงๆแล้ว ก่อนวัยเข้าอนุบาลหากเป็นไปได้ จะแนะนำให้ลูกอยู่บ้าน อยู่กับพ่อแม่จะดีที่สุด แต่สำหรับพ่อแม่ที่เลี่ยงไม่ได้หรือไม่มีเวลาจริงๆ เนิร์สเซอรี่จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่พ่อแม่ยุคนี้นิยมพาลูกเข้าเรียนกันแต่อย่างไรก็ตามเมื่อลูกไปอยู่ในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านพ่อแม่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้ลูกก่อนที่จะฝากเข้าเนิร์สเซอรี่ ดังนี้
– หยุดพฤติกรรมทานอะไรตามใจชอบ พ่อแม่บางคนตามใจเรื่องลูกมาก อยากทานอะไรก็หาให้โดนส่วนมากที่พบจะเป็นพวกขนมหวานท็อฟฟี่ต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้พ่อแม่จะต้องเลิกตามใจลูกทันทีก่อนที่จะส่งเข้าเนิร์สเซอรี่ เพราะว่าที่เนิร์สเซอรี่จะไม่ได้มีขนมหวานครบทำกชนิดที่ลูกคุณชอบ ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ลูกของคุณจะงอแงร้องหาขนมที่เคยทาน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้หากหยุดได้ก็ให้หยุดซะเพราะจะช่วยแบ่งเบาทางเนิร์สเซอรี่ได้มากพอสมควร
– สอนให้ลูกเข้ากับคนอื่นๆ อาจจะทำง่ายด้วยการปล่อยให้ลูกไปเล่นกับเด็กข้างบ้านอย่าหวงลูกจนเกินไปปล่อยให้เด็กได้เจอสังคมบ้างให้ลูกได้รู้จักปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น เพราะในเนิร์สเซอรี่จะมีเด็กอีกหลายๆ คนที่จะมาเป็นเพื่อนกับลูกคุณดังนั้นหากลูกไม่รู้จักการปรับตัวเข้าหาคนอื่น จะทำให้เป็นปัญหากับลูกได้
– สอนให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจซึ่งเริ่มง่ายๆ ที่พ่อแม่เองจะต้องทำเป็นตัวอย่างให้ลูกดูว่าการแบ่งปันของเล็กน้อยเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งเมื่อทำบ่อยเข้าลูกจะรู้จักการแบ่งปันเองจะไม่หวงของเป็นพฤติกรรมที่ดีมาก เมื่อเข้าไปอยู่ในสังคมโรงเรียนเนิร์สเซอรี่ที่มีเด็กหลายคนบางครั้งของเล่นอาจไม่เพียงพอการที่ลูกรู้จักแบ่งปันก็จะช่วยให้ลูกคุณสามารถที่จะอยู่ได้อย่างมีความสุข ไม่เกิดการแย่ง หรือทะเลาะกับเด็กคนอื่น
– ปรับกิจวัตรประจำวันของเด็ก เริ่มต้นที่เวลาตื่นนอนอาจจะตั้งนาฬิกาปลุกให้ลูกในเวลาที่เหมาะสมหรือใกล้เคียงกับเวลาไปเนิร์สเซอรี่มากที่สุด เมื่อลูกตื่นเวลาเดิมทุกวันจะทำให้เขาชินไปเอง ซึ่งการทำเช่นนี้ลูกอาจจะงอแงได้ในช่วงแรกพ่อแม่จะต้องฝึกลูกไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น ลำดับต่อมาคือการเข้าห้องสุขาห้องน้ำด้วยตัวเอง สอนวิธีการจัดการทำความสะอาดให้ลูก แล้วปล่อยให้ลูกทำด้วยตัวเองแต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ในส่วนของการทานอาหารจะต้องให้ลูกทานอาหารให้ตรงเวลาไม่กินจุกจิก และเปิดโอกาสให้ลูกได้ทานอาหารที่ไม่ใช่ฝีมือของพ่อแม่บ้างเพราะจะทำให้ลูกกล้าที่จะยอมรับรสชาติอาหารแบบใหม่บ้าง จะทำให้เขารู้ว่าอาหารแบบนี้เป็นอย่างไรในอนาคตข้างหน้าต่อไป เป็นต้น